แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจพอเพียง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจพอเพียง แสดงบทความทั้งหมด

สร้างอาชีพทำเงินด้วยการเพาะเห็นขอนขาว

การเพาะเห็ดขอนขาว ทำง่าย ได้เงินดี มีอาชีพเสริม

 วันนี้มีเรื่องของเห็ดมาฝากกัน ที่นำเห็ดชนิดนี้มาเพราะมีน้องคนหนึ่งในที่ทำงาน กำลังมองหาอาชีพเสริมอยู่ แบบว่าทำกันในครัวเรือน เจ้าของบล็อกก็คิดว่าจะนำเอาวิธีการเพาะเห็ดขอนขาว การสร้างโรงเรือน รวมทั้งเคล็ดลับอื่นๆ ที่อาจจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านรวบรวมมาให้ศึกษากัน และหากมีข้อแนะนำหรือเสนอแนะก็ฝากข้อความไว้ก็ได้ค่ะ ยินดีแชร์ความรู้ร่วมกัน

สร้างอาชีพทำเงินด้วยการเพาะเห็นขอนขาว

เห็ดขอน เป็นเห็ดที่ขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ตามขอนไม้ที่ผุพังในเขตป่าร้อนชื้น เช่น ประเทศไทย ลาว เขมร เวียดนามและมาเลเซีย ประชาชนนิยมบริโภคกันมากเพราะรสชาติดี ปัจจุบันเกษตรกรหันมาสนใจการเพาะเห็ดชนิดนี้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับการเพาะและการดูแลรักษาไม่ยุ่งยากเกินไป และเหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศของไทยเรา โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะบางปีเพาะได้แม้กระทั่งฤดูหนาว มาดูวิธีการตั้งแต่เริ่มเพาะกันเลย

โรงเรือนเพาะเห็ดขอน ที่ทำจากไม้ ความกว้าง 4 คูณ 6 เมตร สูง 2.50 เมตร ระยะทางเดินประมาณ80-100 cm ใส่ได้ประมาณ 2800-3000 แล้วแต่เราจะใส่ให้สูงประมาณกี่ก้อน ผมแนะนำให้ใส่ความสูงประมาณ 10-12 ก้อนก็พอ เพราะก้อนด้างล้างจะได้ไม่ถูกกดทับมาก ส่วนหลังคาก็ใช้พลาสติกหรือผ้าใบมุง และก็ใช้สแลมคลุมทับอีกทีเพื่อให้มีแสงสว่างตามที่เห็ดของต้องการ สแลมก็จะใช้ประมาณ 80 เปอร์เซน ทำจั่วด้านบนไว้เปิดปิดได้ทั้งสองด้านเพื่อเปิดปิดระบายความร้อนและถ่ายเทอากาศ พื้นควนปรับให้เรียบไม่เป็นหลุมเป็นบ่อเพื่อทำความสะอาดได้ง่าย

โรงเพาะเห็ดแบบใช้อิฐบล็อกเหมาะกับเห็ดขอน ขนาด 4 เมตร คูณ 6 เมตร สูง 3 เมตร เก็บความชื้นได้ดี และที่สำคัญไม่ต้องมาซ่อมให้ปวดหัว โรงเพาะเห็ด แบบปูนจะทำความสะอาดได้ง่าย หลังคาใช้กระเบื้อง เพราะไม่ต้องมาเปลี่ยนบ่อยใช้ได้นาน ลงทุนครั้งเดียวจบเลย ต้นทุนโรงเรือนไม่เกินโรงละ 20000 บาท ถ้าได้ค่าแรงช่างถูกก็ดีไป

โรงนี้ก็อีกรูปแบบ เน้นความสวยงามและ สะดวกสบายครับ มีประตูเข้าออกได้ง่าย ราคาไม่แพงครับ ขนาด 4 คูณ7 เมตร สูง 2.5 เมตรครับ ต้นทุนไม่เกิน 5,000 บาท ต่อโรง จุก้อนได้ 3,000 ก้อนสบายๆ
วิธีการเปิดเห็ดขอนควรบ่มก้อนเห็ดในโรงพัก(ไม่ใช่โรงเปิดดอก)อากาศท่ายเทได้สะดวก ไม่ร้อนมาก รอให้เส้นใยเดินเต็มครบกำหนด 40 วัน วันที่ 38 ควรขนก้อนเห็ดใส่โรงเปิดดอกเพื่อให้ก้อนเห็ดได้อากาศก้อนเห็ดก็จะรัดตัวมากว่าเดิม เหมือนเป็นการกระตุ้นให้ดอกเห็ดหน้าแรกออกได้ดี ลักษณะโรงเรือน ควรเป็นผ้าใบหรือพลาสติก และคลุมด้วนแสลม 80 เปอร์เซ็นไม่สูงหรือต่ำเกินไป

ขั้นตอนที่ 1. นำก้อนเห็ดที่ได้กำหนดเปิดมาเรียงที่โรงเปิดดอกเรียบร้อยแล้ว ยังไม่ต้องปิดโรงเรือน กันฝนกับแสงแดดก็พอ 
ขั้นตอนที่ 2. แกะกระดาษหนังสือพิมพ์ สำลี คอ และแคะเม็ดข้าวฟ่างออกให้หมดยังไม่ต้องรดน้ำ
ขั้นตอนที่ 3. ผ่านไปหนึ่งคืนก็มาถ่างปากถุง ถ้าเห็นก้อนที่มีลักษณะเป็นตุ่มหน้าก้อนก็สามารถกีดปากถุง (กีดเฉพาะที่เป็นตุ่มเท่านั้น) พอทำการกีดปากถุงก็ปิดโรงเรือน และรดน้ำให้มีความชื้น
ขั้นตอนที่ 4. รดน้ำวันล่ะ 4-5 รอบ/วัน ให้อุณหภูมิอยู่ที่ 32-38 องศา 
ขั้นตอนที่ 5. รอประมาณ 7-8 ชม. หรือมากกว่าหรือน้อยกว่าแล้วแต่อุณหภูมิก็สามารถมาเก็บผลิดได้
ลักษณะดอกที่ควรเก็บหน้าแรกการเก็บผลผลิดควรเลือกเก็บดอกที่กำลังสวยโดยดูจากดอกตรงกลางมีรอยบุ๋มพอประมาณและเลือกเก็บเฉพาะดอกที่ได้ขนาดเท่านั้น ดอกไหนยังไม่ได้ก็ปล่อยไว้ก่อนอีประมาณ 3-4 ชมพอเก็บดอกรุ่นที่ 1 หมด ก็ทำการแต่งหน้าก้อน ทำความสะอาดโรงเรือน (การทำความสะอาดควรทำทุกวัน) ควรรดน้ำให้หน้าก้อนเห็ดเริ่มดำแล้วค่อยหยุดรดน้ำ 3-5 วัน ก่อนวันที่จะเริ่มรดน้ำควรฉีด จุลินทรีย์ จำพวก พลายแก้ว (ป้องกันกำจัดเชื้อรา) ไมโตรฟากัส (ป้องกันกำจัดไร) บีที (ป้องกันกำจัดหนอน) อาทิตย์ล่ะ 2ครั้ง หลังจากฉีดจุลินทรย์แล้ว ผ่านไปอีกวันก็ รดน้ำวันละ 3 ครั้งเช้ากลางเย็น ให้ความชื้นในโรงเรือนรักษาอุณหภูมิอยู่ที่ 35-38 องศา รอเก็บผลผลิต

 เห็ดขอน เป็นเห็ดที่ขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ตามขอนไม้ที่ผุพังในเขตป่าร้อนชื้น เช่น ประเทศไทย ลาว เขมร เวียดนามและมาเลเซีย ประชาชนนิยมบริโภคกันมากเพราะรสชาติดี ปัจจุบันเกษตรกรหันมาสนใจการเพาะเห็ดชนิดนี้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับการเพาะและการดูแลรักษาไม่ยุ่งยากเกินไป และเหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศของไทยเรา โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะบางปีเพาะได้แม้กระทั่งฤดูหนาว

วิธีการเปิดเห็ดขอนควรบ่มก้อนเห็ดในโรงพัก(ไม่ใช่โรงเปิดดอก)อากาศท่ายเทได้สะดวก ไม่ร้อนมาก รอให้เส้นใยเดินเต็มครบกำหนด 40 วัน วันที่ 38 ควรขนก้อนเห็ดใส่โรงเปิดดอกเพื่อให้ก้อนเห็ดได้อากาศก้อนเห็ดก็จะรัดตัวมากว่าเดิม เหมือนเป็นการกระตุ้นให้ดอกเห็ดหน้าแรกออกได้ดี ลักษณะโรงเรือน ควรเป็นผ้าใบหรือพลาสติก และคลุมด้วนแสลม 80 เปอร์เซ็นไม่สูงหรือต่ำเกินไป

ขั้นตอนที่ 1. นำก้อนเห็ดที่ได้กำหนดเปิดมาเรียงที่โรงเปิดดอกเรียบร้อยแล้ว ยังไม่ต้องปิดโรงเรือน กันฝนกับแสงแดดก็พอ
ขั้นตอนที่ 2. แกะกระดาษหนังสือพิมพ์ สำลี คอ และแคะเม็ดข้าวฟ่างออกให้หมดยังไม่ต้องรดน้ำขั้นตอนที่ 3. ผ่านไปหนึ่งคืนก็มาถ่างปากถุง ถ้าเห็นก้อนที่มีลักษณะเป็นตุ่มหน้าก้อนก็สามารถกีดปากถุง (กีดเฉพาะที่เป็นตุ่มเท่านั้น) พอทำการกีดปากถุงก็ปิดโรงเรือน และรดน้ำให้มีความชื้น
ขั้นตอนที่ 4. รดน้ำวันล่ะ 4-5 รอบ/วัน ให้อุณหภูมิอยู่ที่ 32-38 องศา 
ขั้นตอนที่ 5. รอประมาณ 7-8 ชม. หรือมากกว่าหรือน้อยกว่าแล้วแต่อุณหภูมิก็สามารถมาเก็บผลิดได้

วัสดุอุปกรณ์
1. อาหารเพาะ
2. หัวเชื้อเห็ดลมและเห็ดขอนขาว
3. ถุงพลาสติกทนร้อนขนาด 7"x13" 8"x13" หรือ 9"x13" ฯลฯ
4. คอพลาสติกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 นิ้ว
5. สำลี ยางรัด
6. ถังนึ่งไม้อัดความดัน
7. โรงเรือนหรือสถานที่บ่มเส้นใย และเปิดดอก

อาหารเพาะ
◦สูตรที่ 1 
■ขี้เลื่อยแห้ง (ไม้ยางพารา, ไม้มะขามฯลฯ) 100 กิโลกรัม
■รำละเอียด 3-5 กิโลกรัม 
■ปูนขาว หรือ แคลเซียมคาร์บอเนต หรือยิปซั่ม 0.5-1 กิโลกรัม 
■น้ำตาลทราย 2-3 กิโลกรัม
■ผสมน้ำ ปรับความชื้น 50-55 กิโลกรัม

◦สูตรที่ 2
■ขี้เลื่อยไม้เบญจพรรณ 100 กิโลกรัม
■แอมโมเนียมซัลเฟต 1 กิโลกรัม 
■ปูนขาว 1 กิโลกรัม
■ผสมส่วนผสมทั้ง 3 ชนิด หมักกับน้ำประมาณ 2-3 เดือน
■กลับกองประมาณ 3-4 ครั้ง นำไปผสมกับรำละเอียด 3 กิโลกรัม
■น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม
■ปรับความชื้นประมาณ 50-55 เปอร์เซ็นต์

วิธีเพาะ
1. บรรจุอาหารเพาะลงในพลาสติกทนร้อน กดให้แน่น สูงประมาณ 2/3 ของถุง
2. รวบปากถุง สวมคอพลาสติก พับปากถุงลงมา ดึงให้ตึง รัดยางให้แน่น อุดด้วยสำลี หุ้มทับด้วยกระดาษหรือฝาครอบพลาสติก
3. นำไปนึ่งฆ่าเชื้อ ที่อุณหภูมิ 90-100 องศาเซลเซียส สม่ำเสมอ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ชั่งโมง จากนั้นทิ้งให้เย็น
4. นำถุงพลาสติกที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้ว มาใส่เชื้อจากหัวเชื้อเห็ดที่เตรียมไว้ โดยทั่วไปจะเลี้ยงในเมล็ดข้าวฟ่าง เขย่าให้เมล็ดข้าวฟ่างกระจายออก และใส่ลงในถุงอาหารประมาณถุงละ 15-20 เมล็ด โดยปฏิบัติในที่สะอาดไม่มีลมโกรก เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคและแมลง
5. นำไปวางในโรงเรือนหรือสถานที่สำหรับบ่มเส้นใย อุณหภูมิประมาณ 28-32 องศาเซลเซียส เพื่อให้เส้นใยเจริญ

•การเจริญของเส้นใยเห็ดลมเส้นใยเห็ดลมใช้เวลาในการเจริญเต็มอาหารเพาะน้ำหนัก 800-1,000 กรัม ประมาณ 30-35 วัน จากนั้นเส้นใยจะค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีส้ม
จนถึงสีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำ โดยเฉพาะเมื่อถูกอากาศและแสงระยะเวลาการเจริญทางเส้นใยจนเริ่มให้ดอกเห็ด ขึ้นกับสายพันธุ์ โดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 80-90 วัน
•การเจริญของเส้นใยเห็ดขอนขาวคล้ายกับเห็ดลม แต่มีระยะเวลาการเจริญทางเส้นใยตั้งแต่เพาะเชื้อจนเริ่มให้ดอกเห็ด เฉลี่ย 20-30 วัน 
โรงเรือนเปิดดอกโรงเรือนเปิดดอกเห็ดลมและเห็ดขอนขาว ควรให้มีแสงผ่านเข้าภายในโรงเรือนได้ประมาณ 60-70% มีช่องเปิดปิดสำหรับถ่ายเทอากาศ อาจใช้ตาข่ายพรางแสงมุงหลังคาและฝา และในกรณีฤดูฝน มุงหลังคาทับด้วยคา หรือวัสดุกันน้ำ 
•การเปิดถุงและการกระตุ้นให้เกิดดอก
เปิดจุกสำลี หรือตัดปากถุง วางในโรงเรือน ให้ความชื้นโดยการให้น้ำในโรงเรือนและบริเวณก้อนเชื้อ ให้มีความชื้นสัมพัทธ์ 70-80%

ปรับโรงเรือนให้มีสภาพร้อนชื้น อุณหภูมิประมาณ 33-36 องศาเซลเซียส ประมาณ 2-3 วัน ดอกเห็ดจะเริ่มงอก จากนั้นปรับอุณหภูมิในโรงเรือนให้ลดลงมีอากาศถ่ายเทได้ดี ความชื้นสัมพันธ์ 60-70% มีแสงสว่างปานกลางเพื่อให้ดอกเห็ดเจริญเติบโตต่อไป ในระหว่างให้ผลผลิตแต่ละครั้งเส้นใยเห็ดลมจะพักตัวประมาณ 15-20 วัน ส่วนเห็ดขอนขาวจะทยอยให้ผลผลิต 

การเก็บดอกเห็ดควรเก็บส่วนต่างๆของดอก ให้หลุดออกจนหมด เพื่อป้องกันการเน่าเสียจากเศษหรือส่วนของดอกเห็ดที่เหลือติดค้างอยู่ที่ก้อนเชื้อ ขนาดของดอกเห็ดที่เก็บขึ้นกับความต้องการของผู้เพาะ ดอกเห็ดอ่อนจะมีราคาสูงกว่าดอกเห็ดที่บานเต็มที่ และมีความเหนียวน้อยกว่าเห็ดบาน 

เห็ดขอนขาว ควรเก็บดอกขณะที่หมวกเห็ดมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 3 เซนติเมตรลักษณะดอกที่ควรเก็บหน้าแรกการเก็บผลผลิดควรเลือกเก็บดอกที่กำลังสวยโดยดูจากดอกตรงกลางมีรอยบุ๋มพอประมาณและเลือกเก็บเฉพาะดอกที่ได้ขนาดเท่านั้น ดอกไหนยังไม่ได้ก็ปล่อยไว้ก่อนอีกประมาณ 3-4 ชม
พอเก็บดอกรุ่นที่ 1 หมด ก็ทำการแต่งหน้าก้อน ทำความสะอาดโรงเรือน (การทำความสะอาดควรทำทุกวัน) ควรรดน้ำให้หน้าก้อนเห็ดเริ่มดำแล้วค่อยหยุดรดน้ำ 3-5 วัน ก่อนวันที่จะเริ่มรดน้ำควรฉีด จุลินทรีย์ จำพวก พลายแก้ว (ป้องกันกำจัดเชื้อรา) ไมโตรฟากัส (ป้องกันกำจัดไร) บีที (ป้องกันกำจัดหนอน) อาทิตย์ล่ะ 2ครั้ง หลังจากฉีดจุลินทรย์แล้ว ผ่านไปอีกวันก็ รดน้ำวันละ 3 ครั้งเช้ากลางเย็น ให้ความชื้นในโรงเรือนรักษาอุณหภูมิอยู่ที่ 35-38 องศา รอเก็บผลผลิต

การแก้ปัญหาเห็ดขอนขาวไม่ออกดอก

1. ในการเพาะเห็ดขอนขาวนั้น บริเวณที่เพาะเห็ดต้องไม่ร่มเกินไป บริเวณหลังคาต้องให้แสงแดดส่องถึงพื้นโรงเรือนด้วย ก็หมายความว่า โรงเรือนที่ใช้ในการเพาะเห็ดขอนขาวนั้นต้องไม่ทึบเกินไป ต้องให้มีแสงส่องผ่าน ซึ่งแสงนี่แหละจะเป็นตัวกระตุ้นให้เห็ดเกิดดอกดียิ่งขึ้น
2. การรักษาอุณหภูมิและความชื้น เห็ดขอนขาวต้องการอุณหภูมิในการเกิดดอกประมาณ 32-35 องศาเซลเซียส และอาศัยความชื้นสัมพัทธ์ ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ นั่นแสดงให้เห็นว่าเราจะต้องมีการให้น้ำ รักษาความชื้น และดูแลเรื่องอุณหภูมิให้เหมาะสมแค่นี้ก็ไม่ทนที่จะเก็บดอกแล้ว
3. การรักษาความสะอาด เพราะโดยปกติแล้วเวลาทำงานไปเรื่อยๆ คนเรามักจะมักง่าย ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องความสะอาด ดังนั้นจะทำให้เกิดการหมักหมม ทำให้เกิดโรคและแมลงระบาดได้ ซึ่งจะเป็นการทำลายอนาคตของตนเอง

ไปหน้าแรก  เกษตรพอเพียง


ขอขอบคุณ : บ้านมหาดอทคอม/บ้านสวนพอเพียง/กรมส่งเสริมการเกษตร

ทำเงินกับการปลูกมะกรูดตัดใบป้อนโรงงานน้ำพริก

มะกรูดตัดใบ ป้อนโรงงานน้ำพริกสร้างรายได้ทุกวัน

ทำเงินกับการปลูมะกรูดตัดใบป้อนโรงงานน้ำพริก

เกษตรกรหลายพื้นที่มักประสบปัญหาการเพาะปลูกพืชไม่ได้ผล ส่วนใหญ่เกิดจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากการปลูกพืชชนิดเดียวซ้ำกันหลายปี ไม่มีการปลูกพืชหมุนเวียน อีกทั้งมีการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ดินมีสภาพเป็นกรด ขาดความอุดมสมบูรณ์ ดินที่เคยร่วนซุยกลายเป็นดินเหนียวแน่น การระบายน้ำไม่ดี ที่สำคัญเป็นดินที่ขาดจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดินและพืช ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นดินตาย ไม่ว่าจะมีการใส่ปุ๋ยบำรุงพืชดีเพียงใดก็มักไม่ได้ผล พืชจะเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ ดังนั้น ทางที่ดีก่อนปลูกพืชชนิดใดก็ตามต้องมีการเตรียมดิน ปรับสภาพดินเพื่อให้เหมาะสำหรับการงอกของเมล็ด การปลูกพืชและการเจริญเติบโตของพืช เช่น การไถ การย่อยดิน และการกำจัดวัชพืช ซึ่งหลากหลายปัญหานะค่ะ วันนี้เราจะนำการปลูกมะกรูดตัดใบมาฝากเพื่อนๆ ผู้ติดตามบล็อก Poo nita farm (ภูนิตาฟาร์ม) ค่ะ เพราะมะกรูดนอกจากจะนำปรุงแต่งรสชาติของอาหารแล้ว ยังสามารถจะแปรรูปได้หลายอย่างรวมทั้งจะปลูกเป็นอาชีพเสริม หรืออาชีพหลักของเกษตรกรได้เลยทีเดียว...และมะกรูด ก็เป็นพืชที่ชอบดินที่มีการระบายน้ำที่ดี น้ำไม่ท่วมขังเช่นเดียวกันเพราะฉะนั้นเกษตรกรก็ต้องดูแลเอาใจใส่เพื่อผลผลิตที่ดี

วิธีการปลูก

สภาพพื้นที่ปลูกต้นมะกรูดต้องมีการระบายน้ำที่ดี น้ำไม่ท่วมขัง มีระดับ pH 5.5-7.0 ดินมีอินทรียวัตถุสูง เนื่องจากระยะปลูกมะกรูดมีความสัมพันธ์กับการเตรียมแปลงและจำนวนต้นปลูก ความกว้างของแปลง
ปลูก 1 เมตร ยกระดับความสูงของแปลงประมาณ 20-25 เซนติเมตร ความห่างระหว่างจุดกึ่งกลางของแปลง 1.5 เมตร ระยะปลูกห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ปลูกแบบสลับฟันปลา

การใช้ระยะปลูกที่ห่างกว่านี้ไม่มีความจำเป็นเนื่องจากการผลิตใบมะกรูดต้องอาศัยกรรมวิธีในการตัดแต่งซึ่งเท่ากับเป็นการควบคุมขนาดพุ่มต้นพร้อมกันด้วย กิ่งพันธุ์สามารถใช้ต้นพันธุ์ที่ขยายพันธุ์จากการเพาะเมล็ด กิ่งปักชำ หรือกิ่งตอนก็ได้ แต่ต้นพันธุ์มะกรูดที่จะนำมาใช้ปลูกจะต้องปลอดจากโรคแคงเคอร์ หากโรคแพร่ระบาดเข้าไปในแปลงปลูกแล้ว ก็ยากที่จะกำจัดได้และมีปัญหาต่อการส่งออก

มะกรูดที่นิยมปลูกแบ่งออกได้เป็น 2 สายพันธุ์หลัก

แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก คือ สายพันธุ์ที่ให้ผลมะกรูดดกตลอดปี ผิวผลค่อนข้างเรียบและผลมีขนาดเล็กอีกสายพันธุ์หนึ่งเป็นพันธุ์ผลใหญ่และติดเป็นพวง ลักษณะของผลมีตะปุ่มตะป่ำคล้ายหูดและมีใบขนาดใหญ่ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะที่จะปลูกเพื่อผลิตใบและผลขายส่งโรงงานแปรรูปน้ำมันหอมระเหย เครื่องอุปโภคหลายชนิด อาทิ สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาล้างจาน เครื่องสำอาง ฯลฯ ล้วนแต่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากใบและผลมะกรูด ยังมีข้อมูลบริษัทบางแห่งมีการนำเอาใบมะกรูดไปตากแห้งและบดให้ละเอียด ปั้นเป็นลูกกลอนเพื่อส่งออก บ้างก็นำเอาไปเป็นส่วนผสมในอาหารไก่เพื่อช่วยต้านทานโรค ในทางการแพทย์แผนไทยมีการใช้มะกรูดเป็นยาหรือส่วนผสมของยาต่างๆ อาทิ น้ำในผลมะกรูดแก้อาการท้องอืด ช่วยให้เจริญอาหาร น้ำมะกรูดใช้ดองยาเพื่อใช้ฟอกเลือดและบำรุงโลหิตในสตรี ส่วนของเนื้อนำมาใช้เป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ ส่วนของใบมะกรูดใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ แก้อาการจุกเสียด

การปลูกมะกรูดเพื่อตัดใบขาย

ควรปลูกด้วยกิ่งตอน ก่อนจะปลูกควรนำปุ๋ยคอกมาใส่ผสมกับดิน เพื่อให้ดินมีอาหารอุดมสมบูรณ์ดี หลุมที่ปลูกมีขนาดกว้าง x ยาว x ลึก ประมาณ80เซนติเมตรก่อนที่จะวางพืชลงปลูกในหลุมควรหาใบไม้ใบหญ้าแห้งที่เน่าเปื่อยผุพังใส่รองก้นหลุมระยะปลูกประมาณ 5 x 5เมตร

เทคนิคในการปลูกคือ ก่อนอื่นจะต้องรู้หน้าใบและหลังใบ ในการปลูกส่วนของหน้าใบจะต้องหันสู่ทิศตะวันออก (ดวงอาทิตย์ขึ้นทางไหน หันใบไปทางนั้น) ฤดูกาลปลูกแนะนำให้ปลูกในช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาวจะดีที่สุด ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนมักจะพบปัญหาเรื่องโรคราเนื่องจากมีความชื้นสูง
ในการเตรียมหลุมปลูกต้นมะกรูดจะไม่รองก้นหลุมด้วยสารฆ่าแมลงในกลุ่มของสารคาร์โบฟูรานเพื่อป้องกันการทำลายจากปลวก จะใส่สารคาร์โบฟูรานหลังจากปลูกเสร็จ เพราะว่าปลวกหรือแมลงศัตรูในดินจะทำลายรากของต้นมะกรูดในช่วงผิวดินที่ลึกประมาณ 1-2 เซนติเมตร เท่านั้น ต้นมะกรูดจะตั้งตัวหลังจากปลูกไปได้ประมาณ 1 เดือน ให้ใช้ปุ๋ยยูเรียผสมกับปุ๋ยคอกเก่า (ขี้วัวเก่า) ใส่ให้กับต้นมะกรูด แต่ให้ใส่ห่างจากโคนต้นสัก 1 คืบ ถ้าเป็นช่วงฤดูแล้งให้ทำเปลือกถั่วเขียวมาคลุมโคนต้น อย่าให้ติดโคนต้นเช่นกัน ปุ๋ยที่ใส่ไปจะกระตุ้นการแตกยอดให้เร็วขึ้น

การปฏิบัติดูแลรักษา 

การให้น้ำ ในระยะที่ปลูกมะกรูดใหม่ ๆ ต้องหมั่นรดน้ำให้ความชุ่มชื้นแก่พืช จะทำให้พืชตั้งตัวได้เร็ว แตกใบอ่อนกิ่งอ่อนดี

การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยเพิ่มธาตุอาหารให้พืชเป็นครั้งคราว ซึ่งอาจเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และปุ๋ยชีวภาพก็ได้ ปกติจะรับประทานใบมะกรูดเป็นอาหารจึงมักใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เช่น 20-14-14 หรือใส่ปุ๋ยพื้น เช่น 15-15-15

สูตรให้ปุ๋ย :
ทางราก..... ขี้วัว - แกลบดิบ - ยิบซั่ม 6 เดือน/ครั้ง.....ให้ "ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิด เถิดเทิง 30-10-10 อัตรา 2 ล./ไร่/เดือน (อ้างอิงจากข้อมูล เกษตรลุงคิม)
ทางใบ...... ให้ "ไบโออิ + ยูเรีย จี. + จิ๊บเบอเรลลิน" 1-2 รอบห่างกันรอบละ 5-7 วัน หลังตัดยอดเก็บใบ

หมายเหตุ : 
- พืชตระกูลส้มต้องการ แม็กเนเซียม-สังกะสี สูง
- ยูเรีย จี, จิ๊บเบอเรลลิน. ช่วยให้แตกยอดใหม่เร็ว
- ให้สารอาหารตามนี้แล้วไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่ม เพราะมีแล้วอย่างเพียงพอสำหรับ มะกรูดตัดใบ

การป้องกันกำจัดศัตรูพืช จะมีหนอนของผีเสื้อกลางคืนกัดกินใบมะกรูดและยอดอ่อน จึงควรตรวจตราจับหนอนดังกล่าวในเวลาเช้าแล้วทำลายทิ้งเสีย

การดูแลรักษาหลังการปลูก ในช่วง 1-2 เดือนแรกก็เพียงแต่รดน้ำเช้าเย็นเท่านั้น และเมื่ออายุปลูกได้ 8 เดือน จึงบำรุงต้นอีกครั้ง โดยใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ใส่รอบๆ บริเวณโคนต้น การให้น้ำก็จะลดลงเหลือเพียงวันละครั้งเดียว เมื่อต้นมะกรูดขึ้นปีที่ 2 ก็เริ่มที่จะเก็บผลผลิตตัดใบไปจำหน่ายได้เลย
วิธีตัดใบเพื่อนำไปขาย ให้เลือกตัดกิ่งที่ยาวๆ คล้ายกับเราตัดแต่งกิ่ง เพียงแต่ต้องตัดให้ยาวไว้ ไม่ต้องตัดซอยสั้น หรือให้กิ่งตัดมีความยาว 50 เซนติเมตร ขึ้นไป ส่วนต้นมะกรูดให้แต่งซอยสั้น ทำเพื่อเป็นการพักต้นไปเลยหลังจากนั้น นำมามัดเป็นกำๆ 1 กำ มีอยู่ 7-8 กิ่ง

เมื่อเก็บผลผลิตที่ต้องการหมดคงเหลือแต่ต้นมะกรูด จะพักต้นไว้ประมาณ 4 เดือน เพื่อได้บำรุงต้นให้แตกกิ่งก้านออกมาอีก ในช่วงนี้จะจ้างแรงงานมาทำแปลง ในการพรวนดินรอบๆ ต้น ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช และนำโคลนที่อยู่ในท้องร่องสวน ขึ้นมากลบบริเวณโคนต้นเพื่อเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้กับต้นมะกรูด หลังจากนั้น ต้นมะกรูดจะให้ผลผลิตใบได้อีกรอบ ทำหมุนเวียนกันไปจนครบทั้งหมดมะกรูดเชิงการค้านั้น จะมุ่งเน้นเฉพาะการเจริญเติบโตด้านกิ่งใบเป็นหลัก การตัดแต่งเป็นการกระตุ้นให้มีการผลิตาและยังส่งเสริมในด้านการเจริญเติบโต ทางกิ่งใบรวมทั้งระยะปลูกและจำนวต้นที่ปลูกจะต้องมีความเหมาะสมในเรื่องของการดูแลรักษาต้นมะกรูดเพื่อตัดใบขายนั้น ควรจะมีการฉีดพ่นสารเคมีเพื่อป้องกันรักษาใบให้ดี โดยเฉพาะในช่วงของการแตกใบอ่อนจะพบการระบาดของหนอนชอนใบ แนะนำให้ฉีดพ่นสารโปรวาโด อัตรา 1-2 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) เป็นที่ทราบกันดีว่า สารโปรวาโดเป็นสารในกลุ่มอิมิดาคลอพริดที่ใช้อัตราน้อยที่สุด และเมื่อคำนวณต้นทุนการผลิตต่ำกว่าสารอิมิดาคลอพริดชนิดอื่นๆ นอกจากนั้น เกษตรกรที่ปลูกต้นมะกรูดจะต้องควบคุมโรคแคงเกอร์ให้ได้ โดยภาพรวมแล้วการปลูกมะกรูดมีการดูแลรักษาที่น้อยกว่าการปลูกมะนาวและพืชตระกูลส้มชนิดอื่นๆ

การเก็บเกี่ยวใบมะกรูดครั้งแรกเมื่อปลูกไปประมาณ 4-6 เดือน จะเริ่มการตัดแต่งกิ่งโดยตัดให้อยู่ในระดับความสูง 60-80 เซนติเมตร จากผิวดิน กำจัดกิ่งที่อยู่ในแนวนอนออกไป ภายหลังการตัดแต่งแล้ว ตาจะเริ่มผลิ ผลจากการศึกษา การผลิตใบมะกรูดควรปฏิบัติดังนี้ กิ่งควรอยู่ในแนวตั้งฉากหรือเกือบตั้งฉาก จะให้จำนวนกิ่ง จำนวนใบต่อกิ่งและขนาดใบที่ใหญ่ ระดับของการตัดแต่ง ไม่ควรตัดแต่งเกินครึ่งหนึ่งของความยาวกิ่ง หากตัดเหลือตอกิ่งมีผลทำให้การผลิตายืดเวลาออกไป ขนาดของกิ่งที่เหมาะสม ควรเป็นกิ่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 1 เซนติเมตร.

การบังคับการออกดอก หากปลูกให้ออกดอกตามธรรมชาติแล้ว ก็จะได้ดอกในช่วงฤดูหนาว อายุผลยังไม่ทราบแน่นอน แต่คาดว่าจะใกล้เคียงกับมะนาว คือจากดอกบานถึงเก็บเกี่ยวได้ ประมาณ 4 เดือนครึ่ง อย่างไรก็ตาม จากผลการทดลองใช้สารชะลอการเจริญเติบโตพาโคลบิวทราโซล ร่วมกับการตัดปลายยอดพบว่าสามารถชักนำให้ต้นมะกรูดมีการออกดอกได้ดีมาก โดย ต้นมะกรูดเริ่มออกดอกภายหลังการตัดยอด ประมาณ 90 วัน และมีดอกมากที่สุดในช่วงระหว่าง 100-120 วัน

แนะนำให้เกษตรกรที่จะปลูกมะกรูดในพื้นที่ 1 ไร่

ให้ปลูกด้วยการใช้ต้นมะกรูดเสียบยอดและควรใช้พันธุ์ที่มีขนาดใบใหญ่และผลตะปุ่มตะป่ำ (เสียบบนต้นตอมะนาวพวง รากมะนาวพวงหากินเก่งทำให้ต้นเจริญเติบโตไว) ที่ไม่ส่งเสริมให้ปลูกโดยการใช้กิ่งตอนเนื่องจากเมื่อต้นใหญ่ขึ้นมีโอกาสโค่นล้มได้ง่าย วิธีการเสียบยอดมะกรูดควรใช้วิธีการเสียบแบบผ่าลิ่ม ต้นตอจะใช้กิ่งมะนาวพวงโดยเลือกกิ่งที่มีลักษณะกลางแก่กลางอ่อนที่มีขนาดต้นประมาณแท่งดินสอ (วิธีสังเกตต้นตอที่ดีเปลือกผิวจะมีลายที่ชาวบ้านเรียกว่า "ลายนกคุ้ม" จะดีมาก) สำหรับยอดพันธุ์มะกรูดที่จะนำมาเสียบควรเลือกกิ่งที่มีความสมบูรณ์และใบสวย ขนาดของยอดที่ตัดมาเสียบให้มีความยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร และขนาดของยอดควรใหญ่ใกล้เคียงกับต้นตอ ข้อดีของการปลูกต้นมะกรูดที่ได้จากการเสียบยอดแบบผ่าลิ่มคือ ระบบรากจะดีมาก เมื่อแผลจากการเสียบประสานเชื่อมติดสนิทจะเหมือนกับต้นเพาะเมล็ด ต้นจะเจริญเติบโตได้เร็วมาก

ในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกมะกรูดได้ 400 ต้น โดยใช้พื้นที่ปลูก 2x2 เมตร และแซมด้วยการปลูกกล้วยน้ำว้าเพื่อช่วยเป็นร่มเงาในปีแรก เมื่อต้นมะกรูดมีอายุได้ 1 ปีเต็ม เราจะได้กล้วยต้นละ 1 เครือ เป็นรายได้เสริม ให้โค่นต้นกล้วยทิ้งเมื่อต้นมะกรูดมีอายุเข้าปีที่ 3 เริ่มตัดใบมะกรูดขายได้ทุกๆ 3 เดือน เมื่อคิดเป็นเงินจากการขายใบมะกรูด 70 บาท ต่อต้น ต่อรุ่น จะได้เงิน 28,000 บาท (ใน 1 ปี จะมีรายได้จากการขายใบมะกรูดถึง 112,000 บาท ต่อไร่) สภาพพื้นที่ปลูกควรเลือกสภาพดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำที่ดีและเตรียมแปลงแบบลูกฟูกเพื่อช่วยการระบายน้ำ จุดสำคัญที่สุดของการปลูกมะกรูดเพื่อตัดใบขาย

นั้นจะต้องมีสภาพแหล่งน้ำที่สมบูรณ์ (ถ้าแหล่งน้ำไม่สมบูรณ์อาจจะตัดใบมะกรูดได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น)สำหรับพื้นที่ที่พบว่ามีลมพัดแรงจำเป็นจะต้องปลูกต้นไม้กันลม เกษตรกรควรจะปลูกต้นสนปฎิพัทธ์ ไผ่รวกหรือไผ่ชนิดอื่นๆ เป็นแนวกันลมก็ได้ หรืออาจจะปลูกกล้วยหินซึ่งจัดเป็นกล้วยท้องถิ่นของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ได้มีการนำต้นพันธุ์กล้วยหินมาจากไร่ บี.เอ็น ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ มาปลูกรอบแปลงปลูกไม้ผล ผลปรากฏว่าต้นกล้วยหินซึ่งจัดเป็นกล้วยที่ลำต้นสูงใหญ่ใช้เป็นแนวกันลมได้อย่างดีไม่แพ้ไม้ชนิดอื่นๆ ยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับเกษตรกรที่ปลูกกล้วยไข่ว่า ควรจะปลูกกล้วยหินเป็นแนวกันลมล้อมรอบแปลงกล้วยไข่
การตลาดและการจำหน่าย

สำหรับใบมะกรูดที่มีตำหนิโรงงานที่รับซื้อใบและผลมะกรูดก็รับซื้อทั้งหมดเพื่อจะนำไปผลิตเป็นน้ำมันหอมระเหย จะมีการรับซื้อทั้งใบและผลโดยรับซื้อเป็นกิโลกรัม รูปแบบของการรับซื้อจะมีรถพร้อมคนงานไปตัดใบและผลมะกรูดถึงสวน รถปิคอัพแต่ละคันจะต้องตัดใบมะกรูดได้อย่างน้อยวันละ 500 กิโลกรัม

โดยจะเริ่มลงมือประมาณ 9 โมงเช้า-ประมาณบ่าย 2 โมง จะเสร็จเรียบร้อย ขนใบมะกรูดมารวบรวมไว้ในที่ร่มเพื่อเตรียมส่งโรงงานและจะเก็บใบและผลมะกรูดได้ไม่เกิน 3 วัน เจ้าของสวนเพียงแต่นัดวันเวลาให้ไปตัดเท่านั้น ราคารับซื้อถึงสวนถ้าเป็นใบที่สวยจะรับซื้อเฉลี่ยกิโลกรัมละ 7-10 บาท ส่วนใบที่มีตำหนิหรือมีร่องรอยของการทำลายของโรคและแมลง (เช่น หนอนชอนใบ เพลี้ยไฟ และไร เป็นต้น) จะรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 3 บาท ส่วนของผลมะกรูดจะรับซื้อทั้งหมด (แยกเฉพาะผลเน่าออก) โดยใช้วิธีการเขย่าต้น ในราคาเฉลี่ย

กิโลกรัมละ 3 บาท เช่นกัน ปัจจุบันพื้นที่ปลูกมะกรูดในเชิงพาณิชย์ยังมีน้อยมากและยังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่ยังไม่ทราบว่าใบและมะกรูดมีตลาดดีกว่าพืชอีกหลายชนิด และเป็นพืชที่มีการจัดการดูแลรักษาไม่ยุ่งยากเหมือนพืชตระกูลส้มชนิดอื่นๆ แหล่งผลิตใบและผลมะกรูดที่สำคัญในปัจจุบันนี้จะอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดอุทัยธานีเทคนิคสำคัญในการจัดการในแปลงปลูกมะกรูดมีดังนี้ จะใช้ผ้าพลาสติกคลุมแปลงปลูกหรือใช้ฟางข้าวคลุมแปลง เพื่อป้องกันวัชพืชและช่วยรักษาความชื้น หากมีการใช้ผ้าพลาสติกคลุมแปลงแล้ว ระบบการให้น้ำจำเป็นต้องใช้เป็นแบบน้ำหยดที่มีการให้ปุ๋ยไปกับน้ำพร้อมกันด้วย สำหรับแปลงปลูกที่ไม่ได้มีการใช้ผ้าพลาสติกแล้ว ก็สามารถเลือกใช้การให้น้ำระบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามความเหมาะสมได้ การให้ปุ๋ย ผลจากการตัดใบมะกรูดนั้นเป็นการนำเอาแร่ธาตุอาหารออกไปจากดินอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นที่จะต้องให้ปุ๋ยชดเชยกลับคืนให้กับต้นดังเดิม ระดับของปริมาณธาตุอาหาร N-P-K ควรมีสัดส่วนประมาณ 5 : 1 : 3 หรือ 5 : 1 : 4 หรือใกล้เคียงกัน

วิธีปักชำกิ่งมะกรูดด้วยต้นตอมะนาวพวง

เตรียมดินเพาะชำโดยใช้ขี้เถ้า 1 ส่วน ดินดำ 2 ส่วน ใส่ถุงดำขนาด 4x7 นิ้ว แต่ต้องเป็นวัสดุที่แห้ง เพราะถ้าเปียกชื้นจะทำให้เกิดเสี้ยนดิน

จัดหากิ่งพันธุ์มะกรูดและกิ่งพันธุ์มะนาวพวง โดยคัดเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ สภาพดี อายุที่เหมาะสม สังเกตจากลายนกคุ้ม คือ มีลายดำแซมยาว และต้องคัดขนาดที่ใกล้เคียงกัน ตัดกิ่งตอมะนาวพวงเป็นท่อนยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร ควรทำตำหนิโคนกิ่ง ป้องกันการสับสนในการเสียบยอด ก่อนผ่ากลางที่ปลายกิ่งด้วยมีดที่คมไม่เป็นสนิม ลึกประมาณ 3 เซนติเมตร เฉือนกิ่งมะกรูดที่เตรียมไว้ทั้ง 2 ด้านให้เป็นลิ่ม ขนาดแผลเท่ากับความลึกของแผลต้นตอที่เตรียมไว้ เสียบยอดพันธุ์ดีลงในแผลของต้นตอ ให้รอยแผลตรงกัน แล้วใช้ผ้าพลาสติกพันจากล่างขึ้นบน ให้คลุมแผลจนเต็ม ก่อนพันรัดให้แน่น นำต้นพันธุ์ไปชำในถุงดินที่เตรียมไว้ โดยรดน้ำให้ความชื้นที่พอเหมาะ สังเกตจากการบีบดูไม่ให้แฉะเกินไป ใช้ไม้แทงลงดินก่อนนำต้นพันธุ์ลงชำในถุง นำไปเก็บไว้ในโรงอบพลาสติกไม่ต้องรดน้ำ ทิ้งไว้นาน 60 วัน รอยแผลจะประสานกันดี และนำออกมาพักไว้ในโรงเรือนอย่างน้อย 7 วัน ก็สามารถนำไปปลูกได้ตามปกติ

วิธีทาบกิ่งมะกรูดด้วยต้นตอมะนาวพวง

เตรียมอุปกรณ์และวัสดุ ขุยมะพร้าวที่ร่อนด้วยตะแกรง เพื่อนำใยมะพร้าวออกให้เหลือเฉพาะขุยมะพร้าว นำไปใส่ถุงพลาสติกใส (ถุงใส่ของร้อน) ขนาด 3x5 นิ้ว ก่อนที่จะจัดหากิ่งมะนาวพวง โดยใช้กิ่งที่สมบูรณ์ สภาพดี อายุที่เหมาะสม สังเกตจากกิ่งมีลายนกคุ้ม คือ มีลายดำแซมยาว นำมาตัดเฉียงควรทำตำหนิโคนกิ่ง ป้องกันการสับสนในการปักชำ ความยาวของกิ่งประมาณ 4-5 นิ้ว จุ่มโคนกิ่งด้วยน้ำฮอร์โมนเร่งรากที่เตรียมไว้ ทิ้งไว้ให้แห้งก่อนที่จะชำลงในถุงขุยมะพร้าวที่มีความชื้นพอประมาณ ทดสอบด้วยการทำให้ขุยมะพร้าวเป็นก้อน แต่ไม่ถึงกับมีน้ำไหลออกตามง่ามนิ้วมือ ผูกปากถุงด้วยเชือกพลาสติก คัดกิ่งมะกรูดเป็นกิ่งพันธุ์ เลือกกิ่งที่สมบูรณ์ไม่มีโรค มีขนาดใกล้เคียงกับต้นตอ

ปาดเฉียงขึ้นบนกิ่งมะกรูดที่ได้เลือกไว้ด้วยมีดที่คมไม่เป็นสนิม ลึกประมาณ 2-3 เซนติเมตร เฉือนต้นตอมะนาวพวงที่เตรียมไว้ให้เป็นปากฉลาม ขนาดแผลเท่ากับความลึกของแผลกิ่งพันธุ์ดีที่เตรียมไว้ เสียบต้นตอลงในแผลของกิ่งพันธุ์ดี ให้รอยแผลตรงกัน แล้วใช้พลาสติกพันจากล่างขึ้นบนให้คลุมแผลจนเต็ม ก่อนพันรัดให้แน่น ทิ้งไว้ประมาณ 45 วัน ต้นตอจะใช้อาหารและน้ำจากต้นของกิ่งพันธุ์ จนเกิดรากเต็มถุง ตัดออกมาใส่ถุงดำ อบไว้ในตู้อบพลาสติกประมาณ 20 วัน จึงนำออกมาไว้ข้างนอกจนกว่ารากจะออกมาให้เห็นนอกถุง ทรงต้นจะสมบูรณ์ ใช้เวลาประมาณเดือนกว่าสามารถจำหน่ายได้ ผลผลิตที่ได้คุ้มค่า คือ ปลูกในระยะชิด 2x2 เมตร ไร่ละ 400 ต้น

หลังปลูก 9 เดือน ผลผลิตไม่เกิน 100 กิโลกรัม จะสามารถตัดใบได้ 3 เดือนต่อครั้ง ตัดครั้งที่ 6 ขึ้นไป ผลผลิตประมาณ 1,000 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งถ้าอายุ 3-4 ปีขึ้นไป จะสามารถตัดใบจำหน่ายได้ต้นละประมาณ 100 บาท ในส่วนของราคา ประมาณ 8 บาท/กก.

การนำไปปลูกต้องรู้ถึงเคล็ดลับการปลูก คือ จะต้องให้หน้าใบหันไปทางแสงแดด ถ้าหันหลังใบจะทำให้ลำต้นบิดไส้ลำต้นแตกต้นจะแคระแกรน ไม่ยอมโต ราคาจำหน่ายที่เรือนเพาะชำต้นละ 25 บาท ถ้าให้ไปปลูกให้ก็ขอเพิ่มอีกต้นละ 5 บาทการปลูกต้นมะกรูดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการผลิตใบแล้วควรปลูกในระยะชิดโดยเลือกกิ่งที่ทำมุมในแนวตั้งฉากเพื่อให้ได้ผลผลิตของจำนวนใบที่มากกว่าและขนาดใบที่ใหญ่กว่า โดยที่แต่ละรอบของการผลิตใช้ระยะเวลาตั้งแต่ตัดแต่งจนถึงเก็บเกี่ยวแล้วไม่เกิน 40 วัน เมื่อเป็นดังนี้แต่ละต้นใน 1 ปี จึงสามารถเก็บเกี่ยวใบมะกรูดได้ถึง 9 ครั้ง แต่ถ้าหากสามารถร่นระยะเวลาเหลืองเพียง 30 วันแล้ว ก็จะเพิ่มได้เป็น 12 ครั้งต่อปี40 วัน เมื่อเป็นดังนี้แต่ละต้นใน 1 ปี จึงสามารถเก็บเกี่ยวใบมะกรูดได้ถึง 9 ครั้ง แต่ถ้าหากสามารถร่นระยะเวลาเหลืองเพียง 30 วันแล้ว ก็จะเพิ่มได้เป็น 12 ครั้งต่อปี30 วันแล้ว ก็จะเพิ่มได้เป็น 12 ครั้งต่อปี การเลือกกิ่งที่ยู่ในแนวตั้งตรงซึ่งจะได้ขนาดขอกิ่งและใบที่ใหญ่กว่า ไม่ควรใช้กิ่งในแนวนอน อายุของกิ่งและใบที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้อยู่ในช่วงระหว่าง 33 – 40 วันภายหลังการตัดแต่งอายุของกิ่งและใบที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้อยู่ในช่วงระหว่าง 33 – 40 วันภายหลังการตัดแต่ง


ไปหน้าแรก  เกษตรพอเพียง


ข้อมูลบางส่วนจาก : http://www.kasetloongkim.com/ www.limejuite.wordpress.com
ข้อมูลบางส่วน : กรมวิชาการเกษตร

การปลูกพริกขี้หนู พืชมหัศจรรย์ปลูกได้ตลอดปี

พริกขี้หนูสามารถปลูกได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสม ที่สุดคือดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกรด เป็นด่าง ของดิน 6.0-6.8 ปลูกได้ตลอดปี พริกขี้หนูเป็นพืช ที่ใช้ส่วนของผลบริโภคในรูปของพริกสด และพริกแห้ง สามารถใช้ประกอบอาหารได้หลายชนิด มีรสเผ็ด

การปลูกพริกขี้หนู

การเตรียมดินเพาะกล้าพริกขี้หนู

ใช้จอบขุดหน้าดินลึก 15-20 เซนติเมตร ทำแปลงขนาดกว้าง 1 เมตร ความยาวตามความ เหมาะสมของพื้นที่ ผสมปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก คลุกเคล้ากับดิน ขุดหลุมปลูกโดย ใช้ระยะห่าง ระหว่างต้น 30 เซนติเมตร ระหว่างแถว 70-80 เซนติเมตร ควรรองกันหลุม ด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตราหลุมละ 1/2 ช้อนชา ทับหน้าปุ๋ยเคมี ด้วยปุ๋ยคอกหลุมละ 1 กะลามะพร้าว แล้วถอนแยกต้น กล้าลงปลูก หลุมละ 1 ต้น แล้วรดน้ำตามให้ชุ่ม

การดูแลรักษาพริกขี้หนู

การใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 1 ช้อนชาต่อต้นทุกๆ 15-20 วัน โดยโรยห่างโคนต้น 5 เซนติเมตร และรดน้ำตามทันที หรือจะใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์น้อยลงก็ได้

การให้น้ำ ควรให้น้ำพริกขี้หนูสม่ำเสมอทุกวัน อย่าให้ขาดน้ำโดยเฉพาะช่วงแรกหลังย้ายปลูก
การพรวนดินกำจัดวัชพืช ควรพรวนดินและกำจัดวัชพืชในระยะแรกอย่าให้วัชพืชรบกวน เพราะวัชพืชจะแย่งอาหารได้

การเก็บเกี่ยว พริกขี้หนู เป็นพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวได้หลังย้ายลงปลูก 60-90 วัน การเก็บควรเก็บทุกๆ 5-7 วัน โดยใช้วิธีเด็ดทีละผล อย่าเก็บทั้งช่อ เพราะผลในแต่ละช่อแก่ไม่พร้อมกัน พริกขี้หนูสามารถเก็บได้ยาวนานถึง 6 เดือน

ไปหน้าแรก  เกษตรพอเพียง


แปรรูป 'น้ำว่านหางจระเข้' สร้างเงิน โอท็อป 5 ดาวฝีมือชาวบ้านหลักสอง

เกือบ 20 ปีที่ชาวบ้านในตำบลหลักสอง อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ได้รวมกลุ่มแก้ปัญหาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรตกต่ำ ด้วยการนำแปรรูปเพิ่มมูลค่า โดยไม่ง้อพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป โดยเฉพาะว่านหางจระเข้นั้น ถือผลผลิตทางการเกษตรที่ชาวบ้านปลูกกันมากไม่แพ้ไม้ผลชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าวน้ำหอม มะม่วง ฝรั่ง ลำไย หรือกล้วยหอมทอง


แต่ทว่าว่านหางจระเข้ กลับเป็นผลผลิตตัวเดียวที่มีปัญหา เนื่องจากมีปริมาณที่มากเกินความต้องการของตลาด ส่งผลให้พ่อค้าปฏิเสธการรับซื้อหรือซื้อได้ในราคาต่ำกว่าควรจะเป็น ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวบ้านจึงคิดหาทางออกด้วยการรวมกลุ่มแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำว่านหางจระเข้ขึ้นเมื่อปี 2539 หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2538 โดยเริ่มจากสมาชิกเพียง 4-5 คนมาทำการแปรรูปภายใต้ยี่ห้อ "เพชรน้ำหนึ่ง"

"นอกจากไม้ผลแล้ว ว่านหางจระเข้ก็เป็นพืชอีกชนิดที่ชาวบ้านปลูกกันมาก เพราะจะใช้พื้นที่ปลูกไม่มาก แค่งานสองงาน บางรายก็ 1-2 ไร่แล้วแต่ใครมีพื้นที่มากน้อยแค่ไหน บางคนก็ปลูกตามรั้วบ้าน เพราะเป็นพืชที่ใม่ใช่ทำรายได้หลัก ชาวบ้านที่ส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากการปลูกไม้ผล บ้านแพ้วถูกจัดให้เป็นพื้นที่สีเขียว ที่นี่จึงเต็มไปด้วยสวนไม้ผลชนิดต่างๆ เต็มไปหมด"

สุดาทิพย์ มีแสงเงิน ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านหลักสอง ต.หลักสอง อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำว่านหางจระเข้สำเร็จรูปบรรจุขวด ยี่ห้อ "เพชรน้ำหนึ่ง" การันตีด้วยรางวัลผลิตภัณฑ์โอท็อป 5 ดาวปีล่าสุด (2556) ย้อนอดีตที่มาก่อนจะเป็นน้ำว่านหางจระเข้สำเร็จบรรจุขวดในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้สมาชิกกลุ่มเดือนละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท

สุดาทิพย์ เล่าว่า ในระยะแรกจะทำกันเองในหมู่มวลสมาชิก โดยได้รับการสนับสนุนจาก กศน.สมุทรสาคร ที่ส่งเจ้าหน้าที่มาฝึกอบรมให้ จากนั้นก็ฝึกทดลองทำ ลองผิดลองถูก จนได้รสชาติเป็นที่พอใจก็เริ่มทดลองจำหน่ายกันเองในชุมชน ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมาก จากนั้นก็มีหน่วยราชการต่างๆ เข้ามาให้การสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทสาคร มาดูแลเรื่องการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กรมการพัฒนาชุมชนเข้ามาส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ สาธารณสุขจังหวัดก็มาดูในเรื่อง อย. ส่วนธ.ก.ส.ก็สนับสนุนในเรื่องแหล่งทุน

"กลุ่มได้จดทะเบียนเป็นวิสากิจชุมชนเมื่อปี 2548 เริ่มมีหน่วยราชการต่างๆ เข้ามาดูแลให้คำปรึกษาแนะนำและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งพาไปศึกษาดูงาน จัดสรรงบประมาณก่อสร้างโรงงานผลิต ตรวจสอบขั้นตอนการผลิตตั้งแต่แปลงปลูกจนถึงมือผู้บริโภค จะต้องได้คุณภาพและมาตรฐานในทุกขั้นตอนการผลิต"

ประธานกลุ่มคนเดิมแจงรายละเอียดถึงขั้นตอนการผลิต โดยเริ่มจากรับซื้อว่านหางจระเข้จากสมาชิกในเครือข่าย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่จำนวน 120 รายในราคากิโลกรัมละ 4 บาท โดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 2-3 ก้านต่อกิโลกรัม จากนั้นนำมาล้างทำความสะอาด ก่อนนำไปปอกเปลือกออกเหลือแต่เนื้อว่านหางจระเข้ มีสีขาวใส เสร็จแล้วก็นำมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ ด้วยเครื่องหั่น ก่อนจะนำมาล้างทำความสะอาดอีกครั้งแล้วนำไปลวกในน้ำเดือดที่ 80-100 องศาเซลเซียส แล้วใช้ตะแกรงตักขึ้นมาใส่ลงในน้ำเชื่อมที่เตรียมเอาไว้ ก่อนนำไปบรรจุขวด จากนั้นก็สู่ขั้นตอนการน็อกดาวน์ด้วยความเย็น-50 องศาเซลเซียสเพื่อฆ่าเชื้อโรค ก่อนนำมาจำหน่ายหรือส่งให้ลูกค้าต่อไป

"ถ้าเราอยากได้รสชาติอะไรก็ใส่น้ำอันนั้นผสมลงไปในน้ำเชื่อม ซึ่งตอนนี้ผลิตภัณฑ์ของเรามีอยู่หลายรสชาติ น้ำใบเตยถือเป็นรสชาติดั้งเดิมที่เริ่มทำมาตั้งแต่แรก ถึงวันนี้ก็ยังได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้บริโภค นอกจากนี้ยังมีน้ำเก๊กฮวย น้ำองุ่น น้ำอัญชัญและน้ำมะนาวที่ปัจจุบันเราผลิตส่งให้ลูกค้า ส่วนตลาดมีทั้งผลิตเป็นน้ำว่านสำเร็จรูปส่งให้ลูกค้าไปปิดยี่ห้อเอง  ส่วนที่กลุ่มผลิตและขายเองจะใช้ยี่ห้อ "เพชรน้ำหนึ่ง" มีวางขายตามร้านเซเว่น หรือตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป"

สุดาทิพย์ย้ำด้วยว่า น้ำว่านหางจระเข้บรรจุขวดสำเร็จรูปของกลุ่มเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขสภาพไม่ใส่สารกันบูด จะมีอายุการเก็บรักษาไม่เกินสองสัปดาห์  โดยสนนราคาส่งจำหน่ายขวดละ 8 บาท มีน้ำหนัก 210 ซีซี หรือโหลละ 80 บาท ซึ่งปัจจุบันกลุ่มมีการผลิตอยู่ที่ 1 หมื่นขวดต่อวัน ในขณะที่กำลังการผลิตเต็มที่อยู่ที่ 2 หมื่นขวดต่อวัน โดยการผลิตแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับออเดอร์ที่สั่งเข้ามาและวัตถุดิบในการผลิตเป็นหลัก

น้ำว่านหางจระเข้สำเร็จรูปบรรจุขวดของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านหลักสอง ต.หลักสอง อ.บ้านแพ้ว จ.สมทุรสาคร ไม่เพียงเป็นผลิตภัณฑ์เด่น การันตีด้วยรางวัลโอท็อป 5 ดาวเท่านั้น แต่เป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมของผู้บริโภคที่สร้างงานสร้างรายได้ให้สมาชิกได้เป็นอย่างดี สนใจผลิตภัณฑ์เด่นติดต่อประธานกลุ่มโดยตรงโทร.08-9024-8295 ได้ตลอดเวลา

ไปหน้าแรก  เศรษฐกิจพอเีพียง


บทความโดย...สุรัตน์ อัตตะ

'ข้าวซ้อมมือ'บ้านบุหย่องสามัคคี จากภูมิปัญญาสู่คุณค่าโภชนาการ

อดีตผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมแหนบทองคำปี 2546 ที่ไม่ยอมทิ้งภูมิปัญญาท้องถิ่น นำมาแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ด้วยการรวมกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่บ้านบุหย่องสามัคคี ซึ่งมีอาชีพหลักในการทำนาหันมาแปรรูปข้าวซ้อมมือบรรจุถุงเพิ่มมูลค่า โดยไม่ง้อพ่อค้าคนกลางหรือโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลสำหรับ "อุบล ชะบาทอง" อดีตผู้ใหญ่บ้านที่ปัจจุบันผันตัวเองมารั้งตำแหน่งประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบุหย่องสามัคคี หมู่ 7 ต.เขาพระ อ.เมือง จ.นครนายก ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวซ้อมมือบรรจุถุงตราครกกระเดื่อง


"ชาวบ้านที่นี่มีอาชีพหลักคือการทำนาปลูกข้าว ส่วนใหญ่จะปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 แต่ที่ผ่านมาเจอปัญหาราคาข้าวตกต่ำมาตลอด ขายไม่ได้ราคา ถูกพ่อค้า เจ้าของโรงสีกดราคา ก็เลยหาทางออกด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวซ้อมมือบรรจุถุงขายในนามกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบุหย่องสามัคคี เมื่อปี 2544 หรือกว่า 12 ปีมาแล้ว" อุบลย้อนที่มา

โดยเริ่มต้นจากสมาชิกเพียง 20 คนที่ลงทุนซื้อหุ้น หุ้นละ 100 บาท จากนั้นก็ได้รับการอนุเคราะห์จากหน่วยราชการต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือดูแล โดยเฉพาะ ธ.ก.ส.จังหวัดนครนายกได้เข้ามาสนับสนุนด้านเมล็ดพันธุ์ข้าว กระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ตลอดจนดูแลในเรื่องการตลาดมาโดยตลอด ซึ่ง สกต.จ.นครนายกได้อนุเคราะห์ให้ผลิตภัณฑ์ข้าวซ้อมมือบรรจุถุงของกลุ่มไปวางจำหน่ายที่สำนักงานได้ ส่วนวิทยาลัยเทคนิคนครนายกได้สนุบสนุนเครื่องคัดแยกข้าวสารมาให้ด้วย

ประธานกลุ่มคนเดิมเผยอีกว่า ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 80 ราย มีเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 52,900 บาท ส่วนการดำเนินงานมีการบริหารจัดการในรูปของคณะกรรมการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันทำอย่างชัดเจน ตั้งแต่การหาซื้อวัตถุดิบ โดยจะรับซื้อจากสมาชิกเป็นอันดับแรก หากไม่เพียงพอก็จะหาซื้อจากเกษตรกรทั่วไปสนนในราคาเฉลี่ย 1.3-1.5 หมื่นบาทต่อเกวียน ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการผลิตและจำหน่ายต่อไป

ปัจจุบันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบุหย่องสามัคคีรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 10 กว่าเกวียนต่อปี จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นข้าวซ้อมมือบรรจุถุง เริ่มจากถุงละ 5 กิโลกรัมแล้วเปลี่ยนมาเป็นถุงละ 2 กิโลกรัม เนื่องจากพกพาได้สะดวกกว่าและเหมาะเป็นของฝากของขวัญ สนนในราคาจำหน่าย(ราคาส่ง) ถุงละ 85 บาท ซึ่งขณะนี้ผลิตภัณฑ์มีจำหน่ายอยู่ที่ร้านค้า สกต.นครนายก และกรุงเทพฯ อีกทั้งยังบริการจัดส่งในต่างจังหวัดตามที่ลูกค้าต้องการอีกด้วย

อุบลอธิบายถึงกระบวนากรผลิตข้าวซ้อมมือบรรจุถุงว่า หลังจากรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาแล้วนำมาตากแดดประมาณ 3 แดด จากนั้นจึงนำมาเข้าเครื่องกะเทาะเปลือกเสร็จแล้วก็นำมาคัดแยกเปลือกกับข้าวสาร จากนั้นก็นำมาเข้าตำด้วยครกกระเดื่อง ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีแล้วก็นำมาร่อนเอาแกลบออกแล้วนำข้าวสารที่ยังมีส่วนผสมกับข้าวเปลือกไปเข้าเครื่องกะเทาะเปลือกอีกครั้ง ก่อนเข้ากระบวนการผลิตแบบเดิมอีกครั้งแล้วนำมาบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายต่อไป โดยข้าวซ้อมมือแต่ละถุงจะมีอายุไม่เกิน 2 เดือน

"ทุกอย่างจากข้าวเราจะนำมาใช้ประโยชน์ทั้งหมด ข้าวก็นำมาบรรจุถุง ฟางข้าวหลังเก็บเกี่ยวก็นำมามัดก้อนขาย แกลบก็นำไปเลี้ยงหมูหลุม ทำปุ๋ยอินทรีย์ รำข้าวก็นำไปเป็นอาหารเป็ด อาหารไก่ที่เลี้ยงไว้ แล้วจุดเด่นผลิตภัณฑ์อยู่ที่ครกกระเดื่องตำข้าว ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวนาในสมัยก่อนมาใช้ตรงนี้ จึงนำมาเป็นตราผลิตภัณฑ์ ตรงนี้เองที่ต่างจากกลุ่มผลิตข้าวกล้องอื่นที่ที่ส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรในการผลิต ทำให้คุณค่าทางโภชนาการหายไป" ประธานกลุ่มคนเดิมกล่าวอย่างภูมิใจ

นับเป็นก้าวของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านบุหย่องสามัคคีในการนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวซ้อมมือบรรจุถุง นอกจากจะเป็นการสร้างอาชีพและรายได้เสริมให้สมาชิกกลุม่แล้ว ยังเป็นผลิตภัณฑ์เด่นการันตีด้วยรางวัลโอท็อป 4 ดาวของ จ.นครนายก ในปี 2554 อีกด้วย สนใจข้าวซ้อมมือหอมมะลิบรรจุถุงหรือต้องการศึกษาดูงานกรี๊งกร๊างมาที่ 08-9663-4206 ผู้ใหญ่อุบลยินดีต้อนรับตลอดเวลา



บทความโดย...สุรัตน์ อัตตะ

วิถีที่พอเพียง ทางเลือกชาวบ้านดอกแดง


วิถีที่พอเพียง ทางเลือกชาวบ้านดอกแดง

เทศบาลตำบลสง่าบ้าน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ มีการบริหารงานครอบคลุมพื้นที่ 2 ตำบล ได้แก่ 1) ตำบลสง่าบ้าน มีพื้นที่ประมาณ 2,400 ไร่ ประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งสิ้น 2,167 คน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม เหมาะกับการเพาะปลูก ทำนา คนส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพเกษตรกร ทำนา เลี้ยงโค 2) ตำบลป่าลาน เป็นตำบลที่ยุบสภาตำบลป่าลานรวมกับองค์การบริหารส่วนตำบลสง่าบ้าน เมื่อปี พ.ศ.2547 มีพื้นที่ประมาณ 1,912 ไร่ ประกอบด้วย 6 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งหมด 1,990 คน พื้นที่ส่วนใหญ่เหมาะกับการเพาะปลูก ทำนา คนส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพเกษตรกร ทำนา แต่ต้องเช่าที่จากนายทุน หลังจากที่นายทุนกว้านซื้อที่นาไปในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ ปี 2534

วิถีพอเพียงชาวบ้านดอกแดง

วิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ นำไปสู่วิกฤตของชุมชน เกษตรกรต้องประสบกับภาวะขาดทุนจากการทำนา เนื่องจากต้องซื้อปุ๋ยเคมี และสารเคมีเพื่อใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งมีต้นทุนสูง ส่งผลให้ระบบนิเวศรอบตัวเกษตรกร เริ่มเสื่อมความอุดมสมบูรณ์ จากการปนเปื้อนของสารเคมี สัตว์เลี้ยงและสิ่งมีชีวิตในนาข้าวต้องตายลงจากสารเคมี ขณะที่เกิดโรคระบาดในนาข้าว ดินเสื่อมลงจากการใช้สารเคมี ในน้ำไม่มีปลา ในน้ำไม่มีข้าวเหมือนในอดีต ประกอบกับการรับวัฒนธรรมวัตถุนิยมเข้าไปใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน ทำให้วิถีชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนต้องตกอยู่ในภาวะเสี่ยง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ชุมชนทั้งตำบลสง่าบ้านและตำบลป่าลาน จึงได้รวมกันเป็น กลุ่มเพื่อการผลิตเกษตรอินทรีย์ในหมู่บ้านดอกแดง เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว โดยการถอดบทเรียนในพื้นที่ เปรียบเทียบสถานการณ์ในอดีตกับปัจจุบัน จนเห็นว่า ภูมิปัญญาในการประกอบอาชีพและการทำมาหากินในชุมชนดั้งเดิมกำลังถูกลืมเลือนไป ด้วยคำว่า ง่ายและรวดเร็วดังการหันหน้าไปพึ่งสารเคมีในการเพาะปลูกทดแทนวิถีการผลิตแบบดั้งเดิม และตั้งใจว่า จะนำชุมชนไปสู่วิถีการผลิตแบบดั้งเดิม หรือวิถีการผลิตแบบผสมผสาน เพื่อลดการใช้สารเคมี สร้างธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ ดังพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เกี่ยวกับการเดินทางสาย หรือการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง
ในการรวมกลุ่มเพื่อการผลิตเกษตรอินทรีย์ของชุมชนบ้านดอกแดง ตำบลสง่าบ้าน อำเภอดอยสะเก็ด ช่วงเริ่มต้นได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลในโครงการ SML จำนวน 200,000 บาท ร่วมกับการรวมหุ้น การออม เพื่อกระตุ้นการผลิต และการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชน จนชาวบ้านดอกแดงเริ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการใช้จ่ายอย่างถูกวิธี รู้จักการเก็บออม และมีการทำเกษตรอินทรีย์โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 

กลุ่มการผลิตบ้านดอกแดงดังกล่าว มีทั้งสิ้น 12 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลุ่มเกษตรกรทำนา กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ (ปุ๋ยอินทรีย์-น้ำหมักชีวภาพ น้ำส้มจากควันไม้) กลุ่มรถเก็บเกี่ยวข้าว กลุ่มโรงสีข้าว กลุ่มข้าวซ้อมมือ กลุ่มผักปลอดสารพิษ พืชสวนครัวรั้วกินได้ กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า กลุ่มจักสาน และกลุ่มเยาวชนดนตรีพื้นเมือง ทั้งนี้ ในแต่ละกลุ่มต่างมีจุดมุ่งหมายของตนเองในการรวมตัวกัน มีการบริหารจัดการโดยใช้วัสดุและเวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ตามคำแนะนำของกลุ่มองค์กร หน่วยงานภาครัฐ ที่เข้าไปหนุนเสริมตลอดเวลา

กลุ่มเกษตรกรทำนา ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2535 โดยการตั้งกลุ่มทำนาแบบธรรมชาติจากการร่วมระดมของคนในหมู่บ้าน ให้เป็นกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และยกระดับเกษตรกรที่มีฐานะยากจน ช่วยลดต้นทุนการผลิต ช่วยต่อรองราคาค่าจ้างและผลผลิตจากพ่อค้าคนกลาง โดยมีเงินหมุนเวียนในระยะแรกเป็นจำนวนเงิน 10,500 บาท สำหรับการจัดซื้ออุปกรณ์ให้กับเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง ต่อมาได้จดทะเบียนนิติบุคคลในชื่อว่า กลุ่มทำนาตำบลสง่าบ้านปัจจุบัน มีสมาชิก 105 คน เงินทุนหมุนเวียน 149,857 บาท

กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ก่อตั้งเมื่อ วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2547 มีสมาชิกเริ่มต้นเพียง 16 คน จนปัจจุบันมีสมาชิก 106 คน โดยมีวัตถุประสงค์การจัดตั้งดังนี้ 1) เพื่อ ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาประกอบอาชีพการเกษตรแบบอินทรีย์ 2) เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพการเกษตร โดยลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรจากการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพง 3) เพื่อแก้ไขปัญญาการว่างงาน โดยการจ้างแรงงานในพื้นที่ 4) เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในชุมชน สำหรับผู้มีรายได้น้อยและไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน จปฐ. 5) เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป 6) เพื่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน

กลุ่มรถเก็บเกี่ยวข้าว สืบเนื่องจากการจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยชีวภาพ และได้ดำเนินการผลิตปุ๋ยเพื่อใช้ในการเกษตรตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นมา ทำให้กลุ่มมองต่อถึงความสำคัญของวิทยาการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ที่มีผลต่อการสูญเสียผลผลิตข้าวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากที่ผ่านมาการเก็บเกี่ยวผลผลิตล่าช้า จากการขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตร และรถเก็บเกี่ยวข้าวเข้าไปรับจ้างเก็บเกี่ยวในเวลาที่ไม่สมควร จึงเกิดการพิจารณาโครงการจัดชื้อรถเก็บเกี่ยวข้าว เพื่อแก้ไขปัญหาการเก็บเกี่ยวผลผลิต ลดปัญหาการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตร ช่วยกระจายรายได้จากการจ้างงาน

กลุ่มโรงสีข้าว จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาเสริมสร้างคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของชุมชน โดยการสร้างงาน สร้างรายได้ ลดรายจ่าย เพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตรโดยการแปรรูปผลผลิตข้าว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในการผลิตข้าวขาวและข้าวอินทรีย์ชีวภาพ ช่วยให้เกิดการจ้างงานในหมู่บ้านด้วยกิจกรรมโรงสีข้าว หวังเสริมสร้างความสามัคคี จากการทำงานเป็นทีมของชุมชน รวมทั้ง เชื่อมโยงด้วยโครงการทำปุ๋ยชีวภาพ และโครงการจัดซื้อรถเกี่ยวข้าว เนื่องในวโรกาสฉลองการครองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี ตลอดจนให้บริการสีข้าวแก่สมาชิกชุมชนและหมู่บ้านใกล้เคียง โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ

กลุ่มข้าวซ้อมมือ เกิดขึ้นจากการเห็นความสำคัญของข้าว ที่เป็นอาหารหลักของคนไทย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ด้วยกระบวนการผลิตทำให้สูญเสียคุณค่าทางโภชนาการไปอย่างมาก จึงเห็นร่วมกันให้นำมาผลิตเป็นข้าวซ้อมมือ เพื่อคงไว้ซึ่งคุณค่าทางโภชนาการให้มากที่สุด ให้อุดมด้วยวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถเป็นแหล่งผลิตอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการในชุมชน เสริมสร้างรายได้ ส่งเสริมสุขภาพ และเผยแพร่หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้


กลุ่มแม่บ้าน เริ่มจากการรวมกลุ่มทำกิจกรรมของกลุ่มสตรีแม่บ้าน เพื่อดำเนินกิจกรรมทางศาสนาของวัดและกิจกรรมสาธารณะของหมู่บ้าน เมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน ต่อมาได้ร่วมกันผลิตสินค้าในชีวิตประจำวัน เช่น นำยาล้างจาน และน้ำยาปรับผ้านุ่ม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว และจัดจำหน่าย เพื่อเป็นรายได้เสริมของกลุ่มแม่บ้าน

กลุ่มผู้สูงอายุ แต่เดิมมีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมในรูปศูนย์สงเคราะห์ราษฎรประจำหมู่บ้านเดิม ต่อมาพัฒนาเป็นชมรมผู้สูงอายุบ้านดอกแดง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวมกลุ่มกันออกกำลังกายในตอนเช้า ในรูปแบบของการรำมวยจีน กระบี่กระบอง และรำพัด ต่อมาได้มีการร่วมกันจักสานหวาย เพื่อสร้างรายได้และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า ตั้งอยู่ที่อาคารโรงเรียนดอกแดงรัฐราษฎรอุปถัมภ์ มีสมาชิกทั้งหมด 16 คน มีผู้ถือหุ้น 25 คน จำนวน 400 หุ้นๆ ละ 10 บาท แรกเริ่มเดิมที นางศรีพรรณ แก้วตา ประธานกลุ่ม ประกอบอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้ามาก่อนในรูปอุตสาหกรรมในครัวเรือน ที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รองเท้าใส่ในบ้าน เบาะรองนั่ง ที่นอนปิกนิก ผ้าเช็ดมือ ผ้ากันเปื้อน เป็นต้น ผ่านไป 16 ปี ต้องประสบกับปัญหาสุขภาพไม่แข็งแรง ประกอบกับความต้องการให้เพื่อนบ้านมีรายได้เสริม สามารถแบ่งเบาภาระครอบครัว และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ จึงได้รวมกลุ่มกับเพื่อนบ้านเป็นกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า การดำเนินงานในระยะแรกยังขาดแคลนเครื่องจักร อุปกรณ์และวัตถุดิบในการผลิต เช่น จักรอุตสาหกรรม จักโพล้ง เครื่องตัด แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 ได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลสง่าบ้าน (ยกระดับเป็นเทศบาลในภายหลัง) จำนวน 30,000 บาท เพื่อจัดซื้อจักรอุตสาหกรรม จำนวน 4 หลัง จักรโพล้ง 1 หลัง ปัจจุบันสมาชิกในกลุ่มมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการจ้างทำเป็นรายชิ้น ตามแบบที่ทำขึ้น

นอกเหนือจากตัวอย่างกลุ่มต่างๆ ดังกล่าว บ้านดอกแดงยังเป็น ศูนย์ยุติธรรมนำร่อง จากสำนักงานยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเปิดดำเนินการ เมื่อวันที่ 23 กันยายน โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อให้ผู้นำชุมชนเข้าใจถึงความหมายและวิธีการดำเนินการของยุติธรรมชุมชน 2) เพื่อให้คนในชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันในชุมชนอย่างสันติสุข 4) เพื่อเสริมสร้างความรู้ พัฒนาอาชีพของคนในชุมชนให้สามารถพึ่งตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และป้องกันยาเสพติด

ปัจจุบันชุมชนบ้านดอกแดงเป็นชุมชนตัวอย่าง และชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง จากการบริหารการจัดการที่เป็นระบบ มีการนำเอาทรัพยากรในท้องถิ่นมาปรับใช้ในการผลิต สร้างรายได้ ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน รวมทั้งมีการฟื้นสภาพสิ่งแวดล้อมให้สมบูรณ์ขึ้น ตลอดจน ได้รับรางวัลต่างๆ อาทิ

รางวัลชนะเลิศ หมู่บ้านเข้มแข็ง สุขภาพแข็งแรง แบบมีส่วนร่วม ระดับอำเภอ ประจำปี 2549และ 2550

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 การประกวดข้าวหอมมะลิ จังหวัดเชียงใหม่ 2548/49

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 3 การประกวดข้าวหอมมะลิ จังหวัดเชียงใหม่ 2538/39

รางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อยู่เย็น เป็นสุขประจำปี 2551 (รองชนะเลิศอันดับ 2)

รางวัลหมู่บ้านและชุมชนดีเด่น ตามโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) ปี 2548

จากความสำเร็จดังกล่าว เทศบาลตำบลสง่าบ้านจึงได้จัดซื้อที่ดินให้กับ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านดอกแดง จำนวน 3 ไร่ เพื่อให้เป็นศูนย์รวมแหล่งผลิตกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแห่งหนึ่งในอำเภอดอยสะเก็ด และในอนาคตภาคส่วนต่างๆ จะร่วมกันพัฒนาให้เป็น ศูนย์การเรียนรู้ที่ครบวงจรและเป็นต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง เป็นศูนย์การศึกษาของคนทั้งตำบล เป็นพื้นที่เอกลักษณ์ที่สื่อถึงวิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น การนำเอาทรัพยากรในชุมชนมาใช้ให้ประโยชน์ การอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศน์ ตลอดจนสามารถขยายฐานความรู้ไปในระดับอำเภอและจังหวัด และสามารถสร้างฐานเศรษฐกิจจากการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น

นับได้ว่า บ้านดอกแดง เริ่มจากฐานการทำงานภายใต้ระบบเครือญาติ โดยเอาปัญหาเรื่องปากท้องมาเป็นปัญหาหลักภายในชุมชน แล้วค่อยๆ ช่วยเหลือกันมาตามความสมัครใจ จนสามารถเป็นแบบอย่างของการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีของการอยู่อย่างพอเพียงได้


กัญญา อ่อนศรี แบบอย่างเศรษฐกิจพอเพียง


กัญญา อ่อนศรี แบบอย่าง เศรษฐกิจพอเพียง

กัญญา อ่อนศรี เป็นธิดาคนโตจากพี่น้อง ๔ คนของคุณพ่อเสมือน และคุณแม่สมิน ระบือนาม ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านเลขที่ ๒๔ หมู่ ๑๐ บ้านทัพไทย ต.ทมอ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากนั้นกัญญาได้ออกมาช่วยครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม 

กัญญา อ่อนศรี

กระทั่งย่างเข้าสู่วัยสาว กัญญาก็มีความฝันเช่นเดียวกับหญิงสาวชนบทโดยทั่วไป พอหมดหน้านา กอปรกับความแห้งแล้งของชนบทในครั้งนั้น ทำให้เธอต้องมุ้งหน้าสู่เมืองหลวง เพื่อหารายได้และเพิ่มประสบการณ์ให้กับตนเอง โดยในช่วงปี ๒๕๒๙ กัญญาได้เข้าไปเป็นคนฝึกหัดทำครัว แถวๆ ยานนาวา ซึ่งนี่เองทำให้เธอได้ฝีมือในการทำอาหารมาช่วยพี่น้อง ผองเพื่อนในหมู่บ้านเนื่องในเทศกาลงานบุญต่างๆ

ทำได้ปีสองปี ถึงฤดูทำนา กัญญาก็กลับมาช่วยครอบครัวทำนาอีกคำรบหนึ่ง และพอหมดหน้านาในครานี้ เธอได้กลับไปเป็นสาวโรงงานที่บริษัทสุรพล ซีฟู้ต ย่านสมุทรปราการ และได้พบรักกับสุนทร อ่อนศรี ชายหนุ่มจากราชบุรี ปี ๒๕๓๓ ทั้งคู่ได้ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน โดยกลับมาแต่งงานที่บ้านเกิดของเธอ หลังจากนั้น ก็ได้กลับไปทำงานเป็นสาวโรงงานเช่นเดิม เพื่อหาทุนรอนสำหรับกลับมาทำงานอยู่ที่บ้านเกิด ส่วนสามีก็ทำงานเป็นคนขับรถอยู่ที่เดียวกันหลังจากเก็บเงินเก็บทอง ได้ตามที่ตั้งใจ ปี ๒๕๓๖ กัญญาและสามีได้กลับมาปักหลักยึดอาชีพเดิมของบรรพบุรุษอยู่ที่บ้านเกิดจังหวัดสุรินทร์

กัญญา อ่อนศรี

สู่วิถีเกษตรธรรมชาติ

แรกๆ นั้นครอบครัวของกัญญาก็ทำนาเชิงเดี่ยวเช่นเดียวกับเพื่อนบ้าน แต่ความที่บิดาเป็นคนขยัน ในแปลงนาก็เลยมีพืชผักสวนครัวไว้สำหรับรับประทาน อีกประการหนึ่ง สามีของเธอเป็นคนราชบุรี แม้ไม่เคยทำสวนแต่ก็เคยได้เห็นการทำไร่ทำสวนของเพื่อนบ้านมาบ้าง เลยมีแนวคิดว่า น่าจะหาอะไรมาปลูกเสริมในช่วงที่ไม่ได้ทำนา ช่วงปี ๒๕๓๖-๒๕๓๗ ทั้งคู่ได้ทดลองปลูกพืชเสริมในช่วงหน้าแล้ง โดยลงถั่ว, ถั่วฝักยาวและข้าวโพด ปรากฏว่าได้ผลผลิตอย่างน่าพอใจ และสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ จากนั้นเป็นต้นมา กัญญาไม่มีความคิดที่หวนกลับสู่เมืองหลวงอีกเลย กลับมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผืนที่นาเพื่อสร้างผลผลิตในทุกฤดูกาล

ไม้ผลต่างๆ จึงมีหมุนเวียนเก็บกินได้ตลอดปี เช่น มะม่วง ฝรั่ง มะขาม มะพร้าว กระท้อน ฯลฯ นอกจากนี้แล้ว พืชผักสวนครัวจำพวก พริก มะเขือ หอม กระเทียม ยี่หร่า ขิง ข่า ตะไคร้ คะน้า ผักกาด ฯลฯ ก็ไม่ต้องไปซื้อหามารับประทานเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เธอยังต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอกอยู่ อาทิ ยากำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมี การที่กัญญาได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนในเรื่องเกี่ยวกับบทบาทหญิงชายกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้เธอมีโอกาสได้เข้ารับการฝึกอบรม การศึกษาดูงาน ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนแนวคิดกับเกษตรกรกลุ่มอื่นๆ จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ เธอมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับเกษตรธรรมชาติที่ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ในปี ๒๕๔๒ กัญญาได้ตัดสินใจเลิกใช้จำพวกสารเคมีเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี หรือยากำจัดศัตรูพืช

เข้าร่วมโครงการ

ปี ๒๕๔๔ กัญญาได้เข้าร่วมโครงการนำร่อง เพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนรายย่อยภูมินิเวศน์สุรินทร์ โดยมีพื้นที่เข้าร่วมโครงการราว ๑๕ ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ทำการเกษตรมาก่อนหน้าแล้ว การที่ได้เข้าร่วมโครงการนำร่องฯ นั้น ทำให้ได้รับแนวคิดเรื่องการทำเกษตรแบบยั่งยืนหรือเกษตรแนวธรรมชาติมากขึ้น และการที่กัญญาได้เข้าร่วมกิจกรรมบ่อยครั้ง ทำให้ประสบการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับงานของตนเอง ไม่ว่าบทบาทของหญิงชายในสังคมหรืองานด้านเกษตรกรรม กัญญาผสานสิ่งเหล่านี้เพื่อมาปรับใช้กับตนเองอย่างลงตัว

นอกจากความรู้ทางวิชาการที่ได้รับทั้งนักวิชาการ จากกลุ่มเพื่อนเกษตรกรในโครงการเดียวกันแล้วแล้ว การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการศึกษาดูงานก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ให้เกิดองค์ความรู้ในการที่จะนำมาพัฒนาพื้นที่ของตนเอง อีกส่วนหนึ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการฯ คือ การสนับสนุนปัจจัยการผลิตอีกหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนสนับสนุนการขุดสระการสร้างโรงเรือนสำหรับเลี้ยงสัตว์และทำปุ๋ยหมัก

ปัจจุบันพื้นที่เกษตรกรรมของกัญญา ไม่เคยว่างเว้นจากผลผลิต หมดฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เธอและครอบครัวก็ช่วยกันลงถั่วเขียว, ถั่วฝักยาว, ข้าวโพด หรืออื่นๆ บ้างแล้วแต่ฤดูกาล ส่วนไม้ผลต่างๆ ที่ปลูกไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าร่วมโครงการผสานกับที่เพิ่งลง ก็ให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ นอกจากจะบริโภคสำหรับครอบครัวแล้ว ที่เหลือก็นำไปขายเพิ่มรายได้ในอีกทางหนึ่ง ประสบการณ์ต่างๆ ที่กัญญาได้รับมาจากการเรียนรู้ภายนอกและการค้นพบเอง เธอก็นำมาถ่ายทอดเล่าสู่หมู่เพื่อนเกษตรกรด้วยกัน เช่น เรื่องการทำและใช้น้ำหมักชีวภาพ, การปลูกพืชผักสวนครัวต่างๆ รวมไปถึงการจัดการกลุ่มองค์กรเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง อย่างไรก็ดี อุปสรรคและปัญหาต่างๆ ก็ย่อมมีบ้างเป็นธรรมดา การที่กัญญาต้องออกไปร่วมประชุมสัมมนาบ่อยครั้งในแต่ละสัปดาห์ ทำให้มีเวลาในการจัดการแปลงน้อยลงบ้าง

สร้างโรงเรียนให้ลูก

แต่กระนั้น สิ่งที่ทำลงไปก็ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กัญญาและครอบครัว คือ เธอได้สร้างโรงเรียนชีวิตให้กับลูกคนโตของเธอ ชนิษฐาหรือ น้องวันดีการปลูกฝังวิถีชีวิตเกษตรแบบเรียบง่าย และสร้างวินัยให้กับลูกไปแบบไม่รู้ตัว ทุกๆ เช้า วันดีจะเก็บผลผลิตในสวนใส่ตะกร้าไว้ท้ายจักรยาน ถีบเร่ขายในหมู่บ้านก่อนไปโรงเรียน จนเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของคนในหมู่บ้านและทุกๆ วันเสาร์ที่ตลาดนัดสีเขียวเทศบาลเมืองสุรินทร์ วันดีก็จะนำผลผลิตไปขายให้คนเมืองได้ซื้อหารับประทานผักไร้สาร อยู่เป็นประจำ

ต้นปี ๒๕๔๕ สิ่งที่กัญญาและวันดีได้ทำไปนั้น ได้กลายเป็นตัวอย่างที่สวยสดงดงาม ถ่ายทอดผ่านสื่อมวลชนในรายการ ทุ่งแสงตะวันซึ่งถือว่าเป็นรายการสารคดีเกี่ยวกับเด็กที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย กัญญาเล่าให้ฟังว่า วันที่ออกอากาศนั้น คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน ที่มานั่งดูด้วยกันถึงกับนั่งน้ำตาซึมด้วยความภาคภูมิใจ ที่ลูกหลานได้ทำสิ่งดีๆ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของหมู่บ้าน ส่วนลูกชายคนเล็กของเธอที่เพิ่งอายุไม่กี่ขวบ ก็เริ่มช่วยเธอรดน้ำต้นไม้ได้แล้ว วิถีเกษตรธรรมชาติที่กัญญาและครอบครัวได้ร่วมสร้างกันมานั้น หาได้เกิดในชั่วข้ามคืนไม่ หากเกิดจากความมุมานะ ตั้งใจ จนกลายเป็นแบบอย่างที่ดีงามของคนในชุมชนและสังคมเกษตรกรรมในวงกว้าง


เศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฏีใหม่


เศรษฐกิจพอเพียง  เกษตรทฤษฏีใหม่

เศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficiency Economy) เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด รวมถึงการพัฒนาและบริหารประเทศ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ทางสายกลาง คำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ

เศรษฐกิจพอเพียง



การปฏิบัติตามเศรษฐกิจพอเพียง

แนวคิดระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงสำหรับเกษตรกร ตามแนวพระราชดำริ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการ ทฤษฎีใหม่” 3 ขั้น คือ

ขั้นที่หนึ่ง มีความพอเพียง เลี้ยงตัวเองได้บนพื้นฐานของความประหยัด ขจัดการใช้จ่าย

ขั้นที่สอง รวมพลังกันในรูปกลุ่ม เพื่อทำการผลิต การตลาด การจัดการ รวมทั้งด้านสวัสดิการ การศึกษา การพัฒนาสังคม ฯลฯ

ขั้นที่สาม สร้างเครือข่ายกลุ่มอาชีพและขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้หลากหลาย โดยประสานความร่วมมือกับภาคธุรกิจ

ภาคองค์กรพัฒนาเอกชน และภาคราชการ ในด้านเงินทุน การตลาด การผลิต การจัดการ และข่าวสารข้อมูล นัยสำคัญของแนวคิดระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงมีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก เป็นระบบเศรษฐกิจที่ยึดถือหลักการที่ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนโดยมุ่งเน้นการผลิตพืชผลให้เพียงพอกับความต้องการบริโภคในครัวเรือนเป็นอันดับแรกเมื่อเหลือพอจากการบริโภคแล้ว จึงคำนึงถึงการผลิตเพื่อการค้าเป็นอันดับรองลงมา ผลผลิตส่วนเกินที่ออกสู่ตลาดก็จะเป็นกำไรของเกษตรกร ในสภาพการณ์เช่นนี้เกษตรกรจะกลายสถานะเป็นผู้กำหนดหรือเป็นผู้กระทำต่อตลาด แทนที่ว่าตลาดจะเป็นตัวกระทำหรือเป็นตัวกำหนดเกษตรกรดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และหลักใหญ่สำคัญยิ่ง คือ การลดค่าใช้จ่าย โดยการสร้างสิ่งอุปโภคบริโภคในที่ดินของตนเอง เช่น ข้าว น้ำ ปลา ไก่ ไม้ผล พืชผัก ฯลฯ

ประการที่สอง เศรษฐกิจแบบพอเพียงให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่มของชาวบ้าน ทั้งนี้ กลุ่มชาวบ้านหรือองค์กรชาวบ้านจะทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ให้หลากหลาย ครอบคลุมทั้งการเกษตรแบบผสมผสาน หัตถกรรมการแปรรูปอาหาร การทำธุรกิจค้าขาย และการท่องเที่ยวระดับชุมชน ฯลฯ เมื่อองค์กรชาวบ้านเหล่านี้ได้รับการพัฒนาให้เข้มแข็ง และมีเครือข่ายที่กว้างขวางมากขึ้นแล้วเกษตรกรทั้งหมดในชุมชนก็จะได้รับการดูแลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งได้รับการแก้ไขปัญหาในทุก ๆ ด้าน เมื่อเป็นเช่นนี้ เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็จะสามารถเติบโตไปได้อย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจสามารถขยายตัวไปพร้อม ๆ กับสภาวการณ์ด้านการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น

ประการที่สาม เศรษฐกิจแบบพอเพียงตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีความเมตตา ความเอื้ออาทร และความสามัคคีของสมาชิกในชุมชนในการร่วมแรงร่วมใจเพื่อประกอบอาชีพต่าง ๆ ให้บรรลุผลสำเร็จ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจึงมิได้หมายถึงรายได้แต่เพียงมิติเดียว หากแต่ยังรวมถึงประโยชน์ในมิติอื่น ๆ ด้วย ได้แก่ การสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันครอบครัว สถาบันชุมชน ความสามารถในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของชุมชนบนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งการรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของไทยให้คงอยู่ตลอดไป

ที่มาของการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ

ประเทศไทย เป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อนชื้นฝนตกค่อนข้างชุก มีค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ ประมาณ 1,500 มิลลิเมตร และมีฤดูฝนนานประมาณ 5 - 6 เดือน ในอดีตเมื่อป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ น้ำฝนส่วนหนึ่งจะถูกดูด ซับไว้ในป่า ส่วนหนึ่งจะไหลลงสู่ใต้ดินอีกส่วนหนึ่งจะถูกเก็บกักไว้ตามที่ลุ่ม เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง ตามธรรมชาติ ส่วนที่เหลือจะระเหยสู่บรรยากาศและไหลลงสู่ลำห้วย ลำธาร แม่น้ำ และออกสู่ทะเล น้ำที่ถูกเก็บกักไว้ในป่า และในแหล่งน้ำธรรมชาติเหล่านี้จะค่อยๆ ไหลซึมซับออกมาทีละน้อยตลอดปี ส่วนที่ขังอยู่ในหนอง คลอง บึง และแอ่งน้ำต่างๆ ก็จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนในช่วงฤดูแล้ง

ต่อมาระบบนิเวศน์เปลี่ยนไปป่าไม้ถูกทำลายถูกถากถางเพื่อการเกษตรและกิจกรรมต่างๆ ห้วย หนอง คลอง บึงสาธารณะจะตื้นเขิน และถูกบุกรุกเข้าถือครองกรรมสิทธิ์ บริเวณทางระบายน้ำออกสู่ทะเลตามธรรมชาติถูกใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างอาคาร ถนน ทางรถไฟ บ่อเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา และอื่น ๆ เมื่อฝนตกลงมาน้ำไหลสู่ที่ต่ำอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีที่เก็บกัก แต่เมื่อกระทบสิ่งกีดขวางก็ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรง เมื่อน้ำท่าไหลลงทะเลหมดและไม่มีน้ำจากป่ามาเติม แหล่งน้ำตามธรรมชาติก็เหือดแห้ง จึงทำให้เกิดแห้งแล้งและขาดน้ำอุปโภคบริโภคอยู่เสมอ

เกษตรกรที่อยู่ในสภาวะดังกล่าว โดยเฉพาะชาวนาที่อยู่ในเขตใช้น้ำฝนจึงได้รับความเดือดร้อน ผลิตผลเสียหายเป็นประจำและไม่พอเลี้ยงชีพ ต้องอพยพทิ้งถิ่นฐานไปหารายได้ในเมืองใหญ่ และเกิดปัญหาด้านสังคมตามมา

นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติเมื่อปีพุทธศักราช 2489 เป็นต้นมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จแปรพระราชฐานและเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมพสกนิกรทั่วราชอาณาจักรเรื่อยมา พระองค์ได้ประสบกับสภาพดิน ฟ้า อากาศและภูมิประเทศในภูมิภาคต่างๆ และทอดพระเนตรความทุกข์ยากแร้นแค้น ตลอดจนปัญหาอุปสรรคในการดำรงชีวิตของประชาชนทั่วประเทศด้วยพระองค์เอง ทรงตระหนักถึงปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้อย่างถ่องแท้ และได้ทรงมีพระราชดำริริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อแก้ไข เพื่อบรรเทาปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะ โครงการอนุรักษ์ ป่าไม้ต้นน้ำลำธาร และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดต่างๆ จำนวนมาก สำหรับในด้านการพัฒนาอาชีพของประชาชนในชนบท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานแนวทางครั้งสำคัญเมื่อปี พ.ศ.2532 ซึ่งต่อมาประชาราษฎร์ได้รู้จักกันอย่างดีในนามเกษตร "ทฤษฎีใหม่"

แนวทางการพัฒนาชีวิตและอาชีพตามแนวทฤษฎีใหม่นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทาน พระราชดำริไว้ 3 ขั้นคือ ขั้นที่ 1 การผลิต ขั้นที่ 2 การรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ และขั้นที่ 3 การร่วมมือกับแหล่งเงิน (ธนาคาร) และกับแหล่งพลังงาน

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | Facebook Themes